แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมืองร้าง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมืองร้าง แสดงบทความทั้งหมด

เรื่องเล่าจากตำรา ตอนเวียงกุมกาม เวียงอะไรนะ!

ผมเชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินชื่อเวียงกุมกามกันมาบ้างแล้ว บางคนก็คงมีโอกาสไปเยี่ยมชมโบราณสถานแห่งนี้แล้ว บางคนกำลังวางแผนที่จะไป บางคนอาจจะได้ยินเป็นครั้งแรก บางคนเคยได้ยินแต่ไม่รู้ว่าเวียงกุมกามคืออะไร

เรามาค้นหาคำตอบกันดีกว่าว่า"เวียงกุมกามคืออะไร"

"....มีชื่อเรียกว่า เวียงกุมกาม โดยโปรดให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน ไขน้ำปิงให้ขังไว้ในคูเวียงและตั้งลำเวียกรอบทุกเบื้อง ในพงศาวดารภาคที่ 61 กล่าวว่า ถึงพุทธศักราช 1829 ปีระวายเสด พญามังรายเจ้าก็ยกเอาหมู่รี้พลไปตั้งบ้านเชียงกุ่มกวม แม่น้ำระมิง ตั้งบ้านอยู่ 3 แห่ง แห่งทีหนึ่งชื่อว่าบ้านกลาง แห่งที่สองชื่อว่าบ้านลุ่ม แห่งทีสามชื่อว่าบ้านแห้มแล ถึงยามกลางพรรษาน้ำท่วมฉิบหายมากนัก..."

เวียงกุมกามคืออะไร?
เวียงกุมกาม หรือ นครเกาะกุมกาม คือเมืองเก่าเมืองหนึ่งที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจัการล้านนาและได้ทรงประทับอยู่ที่นี้ถึง 10 ปี หลังจากนั้นจึงได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาในชือว่า"นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"

เวียงกุมกามสร้างขึ้นมาเมื่อไหร่?
เวียงกุมกามสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๑๘๒๙ / ค.ศ.1286 ส่วนเชียงใหม่สร้างในปี พ.ศ.๑๘๓๙ /ค.ศ.1296 โว๊ะ! นั้นแสดงว่าเวียงกุมกามเก่ากว่าเชียงใหม่อีกเนอะ

ปัจจุบันเวียงกุมกามตั้งอยู่ที่ไหน?
ปัจจุบันร่องรอยของเวียงกุมกามปรากฏอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีระยะห่างจากเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 กิโลเมตรเศษ


แผนที่แสดงการเปลี่ยนร่องน้ำของแม่น้ำปิง โดยอ.สรัสวดี อ๋องสกุล


เมืองโบราณเวียงกุมกามมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
เวียงกุมกามมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวประมาณ 850 เมตร ไปตามแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และกว้างประมาณ 600 เมตร ตัวเมืองยาวไปตาม"ลำน้ำปิงสายเดิม"ที่เคยไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

เฮ้ย!ที่บอกว่า"ลำน้ำปิงสายเดิม" แปลว่าอะไร? แล้ว"ล้ำน้ำปิงสายใหม่"คืออะไร?
ในสมัยโบราณเวียงกุมกามจะตั้งอยู่บนฝั่ง"ทิศตะวันตก หรือ ฝั่งเดียวกับเมืองเชียงใหม่" แต่เนื่องจากกระแสของแม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศทาง จึงทำให้เวียงกุมกามเปลี่ยนมาตั้งอยู่ทางฝั่งด้าน"ตะวันออกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน"

แถมให้อีกนิดจะได้ไม่สงสัยว่าทำไมเวียงกุมกามจึงกลายเป็นเมืองร้าง?
ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำคาดว่าน่าจะอยู่ประมาณ"พุทธศตวรรษที่ 23" ซึ่งขณะนั้นบ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงระส่ำระสายเกิดความวุ่นวาย เนื่องจากพม่าเข้ายึดครองและเกิดการสู้รบชิงอำนาจกัน

การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำครั้งนั้น ได้ทำให้เกิดน้ำท่วมเวียงกุมกามครั้งใหญ่จนเวียงกุมกาม"ล่มสลาย" และวัดวาอารามจมอยู่ใต้ดินทราย จนเป็นเมืองร้างไปในที่สุด

จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่า วัดบางวัดในบริเวณเวียงกุมกามที่เคยอยู่ใกล้กับลำน้ำปิงสายเดิมและถูกน้ำท่วมถูกดินทรายทับถมลึกถึง 1.5 - 2 เมตร

แผนที่แสดงที่ตั้งโบราณสถานและการหันทิศของโบราณสถานในเวียงกุมกาม

แล้วเวียงกุมกาม เมืองที่ร้างเพราะน้ำท่วม ค้นพบเมื่อไหร่?
จุดเริ่มต้นของการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีในเวียงกุมกาม เกิดจากชาวบ้านได้ขุดพบ"พระพิมพ์ดินเผา"เป็นจำนวนมาก ในบริเวณ"สนามหญ้าหน้าโรงเรียนวัดช้างค้ำเก่า" ในช่วงต้นปีพ.ศ.2527 /ค.ศ.1984

หลังจากนั้นกรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีระหว่างปีพ.ศ.2528 - 2532 ซึงจากการสำรวจพบว่ามีโบราณสถานกระจายอยู่ทั้งในเขตเวียงกุมกามและใกล้เคียงรวมจำนวน 25 แห่ง แบ่งเป็น
1.โบราณสถานร้าง 21 แห่ง
2.มีวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ในเขตเวียงกุมกามและใกล้เคียงเพียง 4 วัดคือ วัดช้างค้ำ วัดเสาหิน วัดศรีบุญเรือง และวัดเจดีย์เหลี่ยม เป็นต้น

แล้ววัดหรือซากโบราณสถานในเวียงกุมกามมีหน้าตาเป็นแบบไหน พอจะสันนิษฐานได้ไหม?
จากการขุดค้นทางโบราณคดีและบูรณะแล้วจำนวน 11 แห่ง จะขอพูดถึงสองเรื่องคร่าวๆคือลักษณะเจดีย์และลักษณะของวิหาร

เจดียในเวียงกุมกาม(ที่ขุดค้นแล้ว) จำนวน 18 องค์ สามารถแบ่งตามลักษณะได้ดังนี้คิอ
1.เจดีย์เหลี่ยมหรือเจดีย์สีเหลี่ยม  จำนวน 1 องค์
2.เจดีย์ทรงกลมแบบพื้นเมืองเชียงแสนหรือล้านนา จำนวน 1 องค์
3.เจดีย์ทรงปราสาทหรือแบบสี่เหลี่ยมผสมทรงกลม จำนวน 1 องค์
4.เจดีย์ทรงกลมแบบเชียงใหม่ จำนวน 1 องค์
5.เจดีย์แปลเหลี่ยม จำนวน 3 องค์
6.เจดีย์แบบช้างล้อม จำนวน 2 องค์
7.ซากเจดีย์ไม่ทราบรูปร่าง จำนวน 9 องค์

สำหรับลักษณะรูปทรงวิหารของเวียงกุมกามเกือบส่วนมากจะเป็นแบบที่เรียกว่า"ขื่อม้าต่างไหม"และ"เป็นวิหารโถงหรือวิหารเปิด" รวมถึงการย่อมุมและการลดชั้นของหลังคาวิหาร เขียนอย่างนี้อาจจะงงและนึกภาพไม่ออก ใครเคยไปวัดพระธาตุลำปางหลวงบ้าง? ถ้าเคยไปคงนึกภาพวิหารหลวงด้านหน้าออก แบบนั้นละครับที่เรียกว่า"วิหารโถงหรือวิหารเปิด"

วิหารหลวง วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เอ่ยมาทั้งหมด ทั้งลักษณะของหลังคา การย่อมมุมส่วนของพื้น วิหารเปิดโล่งหรือวิหารโถง ยกเว้นเพดานเพราะทางวัดบูรณะและเปลี่ยนจากเพดานที่เปิดโล่งสามารถเห็นโครงสร้างของหลังคา"ขื่อม้าต่างไหม"เป็นปิดมิดชิด ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น หมดคุณค่ากันพอดี เวงกำ!

แต่ถ้าใครอยากจะเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไรก็ยังพอมีให้ชม สามารถไปชมที่ได้ที่วิหารวัดพันเตา วิหารวัดต้นแกว๋น วิหารวัดปราสาทและวิหารวัดพระธาตุเสด็จ เป็นต้น

นี้ละครับภาพคร่าวๆ ของเมืองโบราณที่เรียกว่า"เวียงกุมกาม" ขอให้การไปเที่ยวเวียงกุมกามครั้งต่อไปมีความสุขและมีความเข้าใจในโบราณสถานมากขึ้นนะครับ

.....ยินดีที่ได้รับใช้และแบ่งปันความรู้ดีๆให้ทุกคนได้อ่าน....


ขอบคุณภาพและข้อมูลๆดีจาก"หนังสือแผ่นดินล้านนา" อาจารย์สุรพล ดำริห์กุล คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ

เวลา 23.30 น.
วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ.2556
ผมเอง...PattyFromTheBlock

เรื่องเล่าจากตำรา ตอนล้านนายุค"เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง"

อาณาจักรล้านนายุค"เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" เคยเข้าใจและคิดว่าหมายถึงเฉพาะที่เมืองเชียงใหม่ที่เดี่ยว แต่พอมาอ่านหนังสือก็ทำให้เข้าใจว่า ล้านนายุคคนั้นแทบจะร้างทั้งอาณาจักรจริงๆ ต้องเกณฑ์คน ต้องโยกย้ายผู้คนจากเมืองอื่นๆเข้ามาเพื่อสร้างบ้านฟื้นฟูเมือง

คำพูดที่ว่า "กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย" น่าจะเปรียบได้กับกรณีนี้คิอ "เชียงใหม่ก็น่าจะไม่ใช่อาณาจักรล้านนา"เช่นกัน ไม่รู้มันเกี่ยวกันได้อย่างไร แต่สำหรับผมมันให้อารมณ์คล้ายๆกัน!






เหตุการณ์กอบกู้เอกราชคืนจากพม่าได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2314 /ค.ศ.1771 (สี่ปีหลังกรุงศรีอยุธยาแตก) พญาจ่าบ้าบุญมา ขุนนางที่เชียงใหม่กับพระยากาวิละ ลูกเจ้าฟ้าเมืองลำปาง ได้ร่วมมือกันต่อสู้กับพม่าโดยเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี เพื่อขอความช่วยเหลือให้ยกกองทัพไปช่วยขับไล่พม่าออกจากแผ่นดินล้านนา ครั้งนั้นพม่ายึดครองเมืองเชียงใหม่อยู่

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพร้อมด้วยพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ ยกกองทัพหลวงขึ้นมาทางเมืองนครลำปางและเข้าตีเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ.2317 /ค.ศ.1774 หลังจากนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้พระราชทานแต่งตั้ง"พระยาจ่าบ้านบุญมาเป็น...เจ้ามืองเชียงใหม่"และให้ "พระยากาวิละเป็น...เจ้ามืองนครลำปาง"

กองทัพพม่าที่แตกหนีจากเมืองเชียงใหม่ไปได้เพียงหนึ่งเดือนก็ยกรี้พลจำนวนมากมาล้อมเมืองเชียงใหม่อีกในปี พ.ศ.2318 /ค.ศ.1775 ขณะนั้นไพร่พลของเมืองเชียงใหม่มีจำนวนน้อย ได้กำลังจากนครลำปางส่วนหนึ่งมาช่วยสู้รบกับพม่า

พม่าล้อมเมืองเชียงใหม่อยู่ 8 เดือนจนเสบียงหมด พอดีกองทัพไทยมาถึงช่วยตีทัพพม่าจนแต่พ่ายไป ครั้งนั้นเมืองเชียงใหม่ที่เคยเจริญุร่งเรืองก็ถึงกาลเสื่อมโทรมสุดขีด พลเมืองแตกฉานหนีไปอยู่ที่อื่น พระยาจ่าบ้านได้ "ทิ้งเมืองเชียงใหม่" ไปอยู่ "เมืองนครลำปาง" ระยะหนึ่งแล้วกลับมาตั้งอยู่ที่ตำบลวังพร้าว

ดังนั้นเมืองเชียงใหม่จึงกลายเป็นเมืองร้างไปเป็นเวลานานถึง 21 ปี (ค.ศ.1775-1796)

ขณะเดียวกันบ้นเมืองต่างๆของล้านนาในขณะนั้นก็มีสภาพไม่ต่างไปจากเมืองเชียงใหม่ เช่น

1.นครลำปาง ขณะที่พระยากาวิละเป็นเจ้าเมือง ในพ.ศ.2318 /ค.ศ.1775 พม่ายกกองทัพมาตีนครลำปาง ไพร่พลเมืองนครลำปางมีน้อยไม่อาจต้านทานได้ ก็ทิ้งเมืองพากันหนีไปอยู่สวรรรคโลกเป็นเวลา 1 ปี แล้วจึงกลับมาฟื้นฟูเมืองใหม่

2.เมืองลำพูน ในขณะที่เมืองเชียงใหม่ถูกปล่อยทิ้งร้างเนื่องจากไม่มีไพร่พลและเสบียงเพียงพอที่จะรักษาเมืองไว้ได้ พระยาจ่าบ้าน เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้อพยพมาอยู่ในเมืองลำพูน ต่อมา พ.ศ.2322 /ค.ศ.1779 กองทัพพม่าจากเมืองเชียงแสนและเชียงรายได้มาตีเมืองลำพูนแต่ พระยาจ่าบ้านจึงทิ้งเมืองทำให้เมืองลำพูนกลายเป็นเมืองร้าง

3.เมืองน่าน ในพ.ศ.2321 /ค.ศ.1778 กองทัพพม่าจากเชียงแสนได้ไปตีเมืองน่านและกวาดต้อนผู้คนจากเมืองน่านไปไว้ที่เชียงแสน จึงทำให้เมืองน่านร้างไปเป็นเวลาถึง 23 ปี

4.เมืองพะเยา ในพ.ศ.2330 /ค.ศ.1787 พม่ายกกองทัพใหญ่มาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือต่างๆ เช่น เมืองฝาง เชียงราย เชียงแสนและพะเยา ทำให้ประชาชนเจ้าเมืองต่างๆเหล่านั้นตกใจแตกตื่นพากันอพยพครอบครัวหนีไปอยู่ที่อื่น โดยเฉพาะชาวเมืองพะเยาได้อพยพไปอยู่เมืองนครลำปางจึงทำให้เมืองพะเยากลายเป็นเมืองร้างถึง 56 ปี

5.เมืองเชียงรายและเชียงแสน  ในขณะที่พม่าใช้เมืองเชียงแสนเป็นฐานกำลังในการยกทัพไปตีเมืองต่างๆ ดังนั้น ในพ.ศ.2347 /ค.ศ.1804 พระเจ้ากาวิละเจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงแสนได้สำเร็จ ได้เผาทำลายเมืองเพื่อมิให้เป็นที่ซ่องสุมไพร่พลของพม่าอีกต่อไป และได้กวาดต้อนครัวเรือนพลเมืองของเมืองเชียงแสน ตลอดจนหัวเมืองระยะทางต่างๆ รวมทั้งเชียงรายไปไว้ยังเมืองอื่นๆ ของล้านนา เช่น เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน และส่งไปให้กรุงเทพฯอีกด้วย ดังนันเมืองเชียงแสนและเชียงรายจึงร้างเป็นเวลานาน



ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเริ่มสงบเรียบร้อย การฟื้นฟูบ้านเมืองจึงได่้เริ่มเกิดขึ้นโดยมีเมืองเชียงใหม่เป็นจุดเริ่มต้น ในการฟื้นฟูเชียงใหม่เริ่มต้นในปี พ.ศ.2339 /ค.ศ.1796 เมื่อพระยากาวิละได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่1 ให้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหมแล้ว ก็แบ่งไพร่พลจากเมืองนครลำปางมาเป็นกำลังสำคัญในการบูรณะฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่แต่กำลังมีไม่เพียงพอ

ดังนั้น พระยากาวิละจึงได้รวบรวมไพร่พลเข้ามาเป็นพลเมืองของเชียงใหม่ โดยกวาดต้อนพลเมืองจำนวนหนึ่งที่หลบหนีอยู่ตามป่าเขาให้กลับเข้าสู่เมืองและยกกองทัพไปตีบ้านเมืองต่างๆในแคว้นสิบสองปันนาและบ้านเมืองในแถบลุ่มแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นชนหลายเผ่าพันธุ์ เช่น ไทยใหญ่ ลื้อ เขิน ยางและอื่นๆ เข้ามาเป็นพลเมืองของเชียงใหม่

ซึงเหตุการณ์ของการฟืนฟูเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้เป็นยุคที่เรียกว่า "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง"

ส่วนเมืองอืนๆก็ได้ร้บการฟื้นฟูในเวลาต่อมาตามลำดับ เช่น
1.เมืองน่าน ในพ.ศ.2331 /ค.ศ.1788 รัชกาลที่1 ทรงโปรดให้ "เจ้าอัตถวรปัญโญ" เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน ขณะนั้นน่านยังรกร้างว่างเปล่า เจ้าอัตถวรปัญโญจึงนำครอบครัวชาวน่านและชาวเทิงตั้งอยู่ที่ "บ้านถึด" ในเขตเมืองน่าน จนถึงปี พ.ศ.2343 /ค.ศ.1800 จึงได้ย้ายมาอยู่เมืองน่านเก่าคือที่ตั้งเมืองน่านในปัจจุบัน

2.เมืองลำพูน ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ใน พ.ศ.2348 /ค.ศ.1805 โดยพระยากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ "เจ้ารัตนราชวังหลัง" เป็นเจ้าเมือง นำบริเวารไพร่พลจากเมืองเชียงใหม่และจากเมืองนครลำปางพร้อมผู้คนพลเมืองที่กวาดต้อนมาจาก"เมืองยอง"ให้มาตั้งบ้านเรือนในเมืองลำพูน

3.เมืองเชียงราย ได้รับการฟื้นฟูในปี พ.ศ.2386 /ค.ศ.1843 โดยครั้งนั้น"เจ้ามโหตรประเทศ" เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๕ ได้มอบหมายให้ "เจ้าธรรมลังกา"เป็นเจ้าเมืองเชียงราย นำไพร่พลซึ่งประกอบไปด้วยชาวไทยใหญ่ ไทยเขินจากเมืองเชียงตุง เมืองพยาก เมืองเลย และเมืองสาด จำนวนพันครอบครัวเศษไปตั้งถิ่นฐานฟื้นฟูเมืองเชียงราย

4.เมืองพะเยา ได้รับการฟื้นฟูในช่วงเวลาเดียวกับเมืองเชียงรายคือปี พ.ศ.2386 /ค.ศ.1843 รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้"นายพุทธวงศ์" น้องคนที่หนึ่งของพระยานครลำปางน้อยอินทร์ เป็น"ที่พระยาประเทศอุดรทิศ" เจ้าผู้ครองเมืองพะเยา และให้แบ่งครอบครัวชาวเมืองนครลำปางส่วนหนึ่งกับลูกหลานของขาวเมืองพะเยาที่อพยพหนีทัพพม่าไปอยู่เมืองนครลำปางเมื่อ 56 ปีที่ผ่านมา ให้กลับไปตั้งถิ่นฐานฟื้นฟูเมืองพะเยา

5.เมืองเชียงแสน ได้รับการจัดตั้งให้เป็นเมืองอีกครั้งในปี พ.ศ.2417 /ค.ศ.1874 โดยรัชกาลที่ 5 โปรดให้"เจ้าอินทวิไชย"บุตรของเจ้าบุญมาเจ้าผู้ครองนครลำพูน เป็น"พระยาราชเดชดำรง"เจ้าเมืองเชียงแสน ให้นำราษฏรชาวเมืองลำพูนและเชียงใหม่ประมาณ 1,500 ครอบครัวไปตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงแสน

ช่วงเวลาที่เมืองเชียงใหม่ร้างเป็นเวลาถึง 21 ปี ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้พรรณาถึงสภาพของเมืองเชียงใหม่ในเวลานั้นว่า

"เสื่อมโทรมยิ่งนัก ภายในเมืองมีต้นไม้ ป่าหญ้า เถาวัลย์ ขึ้นปกคลุม เป็นที่อยู่อาศัยอขงสัตว์ใหญ่น้อยทั้งหลาย เป็นต้นว่า เสือ หมี แร่ด ช้าง กระทิง กวาง และอื่นๆ วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร เจดีย์ในบวรพระพุทธศาสนา ตลอดจนรั้วเวียงวังทั้งหลายเสียหายพังทลายเป็นอันมาก..."


นี้ละครับคือ"เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง"ของอาณาจักรล้านนา มิใช่ที่เชียงใหม่เพียงที่เดียว แต่น่าจะทั้งอาณาจักรล้านนาเลยทีเดียว

หมายเหตุ : ช่วงเวลาที่อาณาจักรล้านนาร้างคือประมาณค.ศ.1775 - 1804 / ช่วงเวลาที่อาณาจักรเริ่มกลับมาฟื้นฟูอีกรอบคือระหว่างปีค.ศ.1796 - 1874

ภาพประกอบ :
http://bit.ly/1f7sTim

คัดลอกจากหนังสือ"แผ่นดินล้านนา" 
โดยอาจารย์สรุพล ดำริห์กุล คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สำนักพิมพ์เมืองโบราณ

เวลา 23.58 น.
วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2556
ผมเอง...PattyFromTheBlock