แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชียงใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

เรื่องเล่าจากตำรา ตอนเวียงกุมกาม เวียงอะไรนะ!

ผมเชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินชื่อเวียงกุมกามกันมาบ้างแล้ว บางคนก็คงมีโอกาสไปเยี่ยมชมโบราณสถานแห่งนี้แล้ว บางคนกำลังวางแผนที่จะไป บางคนอาจจะได้ยินเป็นครั้งแรก บางคนเคยได้ยินแต่ไม่รู้ว่าเวียงกุมกามคืออะไร

เรามาค้นหาคำตอบกันดีกว่าว่า"เวียงกุมกามคืออะไร"

"....มีชื่อเรียกว่า เวียงกุมกาม โดยโปรดให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน ไขน้ำปิงให้ขังไว้ในคูเวียงและตั้งลำเวียกรอบทุกเบื้อง ในพงศาวดารภาคที่ 61 กล่าวว่า ถึงพุทธศักราช 1829 ปีระวายเสด พญามังรายเจ้าก็ยกเอาหมู่รี้พลไปตั้งบ้านเชียงกุ่มกวม แม่น้ำระมิง ตั้งบ้านอยู่ 3 แห่ง แห่งทีหนึ่งชื่อว่าบ้านกลาง แห่งที่สองชื่อว่าบ้านลุ่ม แห่งทีสามชื่อว่าบ้านแห้มแล ถึงยามกลางพรรษาน้ำท่วมฉิบหายมากนัก..."

เวียงกุมกามคืออะไร?
เวียงกุมกาม หรือ นครเกาะกุมกาม คือเมืองเก่าเมืองหนึ่งที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจัการล้านนาและได้ทรงประทับอยู่ที่นี้ถึง 10 ปี หลังจากนั้นจึงได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาในชือว่า"นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"

เวียงกุมกามสร้างขึ้นมาเมื่อไหร่?
เวียงกุมกามสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๑๘๒๙ / ค.ศ.1286 ส่วนเชียงใหม่สร้างในปี พ.ศ.๑๘๓๙ /ค.ศ.1296 โว๊ะ! นั้นแสดงว่าเวียงกุมกามเก่ากว่าเชียงใหม่อีกเนอะ

ปัจจุบันเวียงกุมกามตั้งอยู่ที่ไหน?
ปัจจุบันร่องรอยของเวียงกุมกามปรากฏอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีระยะห่างจากเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 กิโลเมตรเศษ


แผนที่แสดงการเปลี่ยนร่องน้ำของแม่น้ำปิง โดยอ.สรัสวดี อ๋องสกุล


เมืองโบราณเวียงกุมกามมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
เวียงกุมกามมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวประมาณ 850 เมตร ไปตามแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และกว้างประมาณ 600 เมตร ตัวเมืองยาวไปตาม"ลำน้ำปิงสายเดิม"ที่เคยไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

เฮ้ย!ที่บอกว่า"ลำน้ำปิงสายเดิม" แปลว่าอะไร? แล้ว"ล้ำน้ำปิงสายใหม่"คืออะไร?
ในสมัยโบราณเวียงกุมกามจะตั้งอยู่บนฝั่ง"ทิศตะวันตก หรือ ฝั่งเดียวกับเมืองเชียงใหม่" แต่เนื่องจากกระแสของแม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศทาง จึงทำให้เวียงกุมกามเปลี่ยนมาตั้งอยู่ทางฝั่งด้าน"ตะวันออกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน"

แถมให้อีกนิดจะได้ไม่สงสัยว่าทำไมเวียงกุมกามจึงกลายเป็นเมืองร้าง?
ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำคาดว่าน่าจะอยู่ประมาณ"พุทธศตวรรษที่ 23" ซึ่งขณะนั้นบ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงระส่ำระสายเกิดความวุ่นวาย เนื่องจากพม่าเข้ายึดครองและเกิดการสู้รบชิงอำนาจกัน

การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำครั้งนั้น ได้ทำให้เกิดน้ำท่วมเวียงกุมกามครั้งใหญ่จนเวียงกุมกาม"ล่มสลาย" และวัดวาอารามจมอยู่ใต้ดินทราย จนเป็นเมืองร้างไปในที่สุด

จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่า วัดบางวัดในบริเวณเวียงกุมกามที่เคยอยู่ใกล้กับลำน้ำปิงสายเดิมและถูกน้ำท่วมถูกดินทรายทับถมลึกถึง 1.5 - 2 เมตร

แผนที่แสดงที่ตั้งโบราณสถานและการหันทิศของโบราณสถานในเวียงกุมกาม

แล้วเวียงกุมกาม เมืองที่ร้างเพราะน้ำท่วม ค้นพบเมื่อไหร่?
จุดเริ่มต้นของการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีในเวียงกุมกาม เกิดจากชาวบ้านได้ขุดพบ"พระพิมพ์ดินเผา"เป็นจำนวนมาก ในบริเวณ"สนามหญ้าหน้าโรงเรียนวัดช้างค้ำเก่า" ในช่วงต้นปีพ.ศ.2527 /ค.ศ.1984

หลังจากนั้นกรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีระหว่างปีพ.ศ.2528 - 2532 ซึงจากการสำรวจพบว่ามีโบราณสถานกระจายอยู่ทั้งในเขตเวียงกุมกามและใกล้เคียงรวมจำนวน 25 แห่ง แบ่งเป็น
1.โบราณสถานร้าง 21 แห่ง
2.มีวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ในเขตเวียงกุมกามและใกล้เคียงเพียง 4 วัดคือ วัดช้างค้ำ วัดเสาหิน วัดศรีบุญเรือง และวัดเจดีย์เหลี่ยม เป็นต้น

แล้ววัดหรือซากโบราณสถานในเวียงกุมกามมีหน้าตาเป็นแบบไหน พอจะสันนิษฐานได้ไหม?
จากการขุดค้นทางโบราณคดีและบูรณะแล้วจำนวน 11 แห่ง จะขอพูดถึงสองเรื่องคร่าวๆคือลักษณะเจดีย์และลักษณะของวิหาร

เจดียในเวียงกุมกาม(ที่ขุดค้นแล้ว) จำนวน 18 องค์ สามารถแบ่งตามลักษณะได้ดังนี้คิอ
1.เจดีย์เหลี่ยมหรือเจดีย์สีเหลี่ยม  จำนวน 1 องค์
2.เจดีย์ทรงกลมแบบพื้นเมืองเชียงแสนหรือล้านนา จำนวน 1 องค์
3.เจดีย์ทรงปราสาทหรือแบบสี่เหลี่ยมผสมทรงกลม จำนวน 1 องค์
4.เจดีย์ทรงกลมแบบเชียงใหม่ จำนวน 1 องค์
5.เจดีย์แปลเหลี่ยม จำนวน 3 องค์
6.เจดีย์แบบช้างล้อม จำนวน 2 องค์
7.ซากเจดีย์ไม่ทราบรูปร่าง จำนวน 9 องค์

สำหรับลักษณะรูปทรงวิหารของเวียงกุมกามเกือบส่วนมากจะเป็นแบบที่เรียกว่า"ขื่อม้าต่างไหม"และ"เป็นวิหารโถงหรือวิหารเปิด" รวมถึงการย่อมุมและการลดชั้นของหลังคาวิหาร เขียนอย่างนี้อาจจะงงและนึกภาพไม่ออก ใครเคยไปวัดพระธาตุลำปางหลวงบ้าง? ถ้าเคยไปคงนึกภาพวิหารหลวงด้านหน้าออก แบบนั้นละครับที่เรียกว่า"วิหารโถงหรือวิหารเปิด"

วิหารหลวง วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เอ่ยมาทั้งหมด ทั้งลักษณะของหลังคา การย่อมมุมส่วนของพื้น วิหารเปิดโล่งหรือวิหารโถง ยกเว้นเพดานเพราะทางวัดบูรณะและเปลี่ยนจากเพดานที่เปิดโล่งสามารถเห็นโครงสร้างของหลังคา"ขื่อม้าต่างไหม"เป็นปิดมิดชิด ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น หมดคุณค่ากันพอดี เวงกำ!

แต่ถ้าใครอยากจะเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไรก็ยังพอมีให้ชม สามารถไปชมที่ได้ที่วิหารวัดพันเตา วิหารวัดต้นแกว๋น วิหารวัดปราสาทและวิหารวัดพระธาตุเสด็จ เป็นต้น

นี้ละครับภาพคร่าวๆ ของเมืองโบราณที่เรียกว่า"เวียงกุมกาม" ขอให้การไปเที่ยวเวียงกุมกามครั้งต่อไปมีความสุขและมีความเข้าใจในโบราณสถานมากขึ้นนะครับ

.....ยินดีที่ได้รับใช้และแบ่งปันความรู้ดีๆให้ทุกคนได้อ่าน....


ขอบคุณภาพและข้อมูลๆดีจาก"หนังสือแผ่นดินล้านนา" อาจารย์สุรพล ดำริห์กุล คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ

เวลา 23.30 น.
วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ.2556
ผมเอง...PattyFromTheBlock

เรื่องเล่าจากตำรา ตอนตามรอยพระเจ้ามังราย 35 ปีก่อนสร้างเชียงใหม่

อ่านหนังสือแล้วรู้สึกติดใจช่วงเวลาก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่การเดินทางจากเชียงแสน สร้างเมืองเชียงราย ตีหริภุญไชย ครอบครองลำปาง ย้ายฐานมาเวียงกุมกามและสุดท้ายพระองค์ทรงตัดสินใจสร้างเมืองเชียงใหม่ ชอบเฉพาะส่วนนี้แหละ ก็เลยตัดสินสินใจยกเอาเรื่องราวตอนนี้มาแบ่งปันให้สหมิตรได้อ่านกันแบบเพลินๆสบายๆ


พระเจ้ามังรายเป็นใคร?
พระองค์ทรงสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ในราชวงศ์"ลวจักราช แห่งเมืองหิรัญนครเงินยาง เชียงแสน แคว้นโยนก"

พระองค์เป็นโอรสของเจ้าลาวเมงกับนางเทพคำขยาย ราชธิดาของเจ้าเมืองเชียงรุ้ง

พระเจ้ามังรายขึ้นครองราชย์เมือไหร่?
พระองค์ขึ้นเสวยราชย์ที่เมืองหิรัญนครเงินยาง เชียงแสน ในปีพ.ศ.๑๘๐๔ / ค.ศ.1261

สาเหตุที่พระเจ้ามังรายออกรบและเข้าสู่สงคราม?
หลังจากพระองค์ขึ้นครองราชย์ ทรงพิจารณาเห็นว่าตัวเองเป็นเชื้อสายโดยตรงที่สืบมาจากปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ลวจักราช แต่เจ้าเมืองที่อยู่โดยรอบไม่ถวายพระเกียรติและไม่สมัครสมายสามัคคี วิวาทแย่งชิงไพร่ชิงแดนกันอยู่เสมอ ทำให้เกิดความทุกข์ยากแก่อาณาประชาราษฎร์ยิ่งนัก จึงมีดำริที่จะปราบปรามและรวมรวบหัวเมืองต่างๆเข้าไว้เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน


สงครามขยายอาณาจักรเริ่มขึ้น....
พระองค์ทรงยกทัพไปตีเมืองต่างๆที่อยุ่ในเขต"แคว้นโยนก" ได้เมืองมอง เมืองไล่ เมืองเชียงคำ ต่อมาทรงได้โปรดให้สร้างเมืองเชียงรายขึ้น ในพ.ศ.๑๘๐๕ /ค.ศ.1262 และได้ทรงเสด็จมาประทับที่เมืองเชียงรายนับตั้งแต่นั้นมา

ทำไมพระเจ้ามังรายย้ายมาอยู่เชียงราย?
เพราะพระองค์ทรงหวั่นเกรงกองทัพมองโกลซึงกำลังจะยึดยูนนาน พม่าและตังเกี๋ย ประกอบกับพลเมืองหิรัญนครเงินยางเพิ่มมากขึ้น ทำให้ที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ จงต้องย้ายมาสร้างเมืองใหม่ในที่ราบอันอุดมสมบูรณ์

หลังจากนั้นอีก 5 ปี หรือค.ศ.1267 เสด็จไปประทับที่"เมืองฝาง" 

ต่อมายึด"เชียงของ"ได้ในพ.ศ.๑๘๑๒ / ค.ศ.1269

ในปีพ.ศ.๑๘๑๙ / ค.ศ.1276 พระเจ้ามังรายยกทัพเพื่อจะไปตีเมืองพะเยา ซึงขณะนั้น"พระเจ้างำเมือง"ครอบครองอยู่ แต่ไม่มีการรบและทั้งสองฝ่ายกลับเป็นไมตรีต่อกัน (พะเยารอดไป!)

ทำไมต้องพระเจ้ามังรายต้องยกทัพมาตีหริภุญไชย?
เพราะว่าพระองค์ทราบเรื่อง"ความอุดมสมบูรณ์"ของแคว้นหริภุญไชย"ซึงอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำวังนั้นเอง!

พระองค์ทรงใช้ความพยายามอยู่หลายปีเพื่อจะยึดครอง"เมืองหริภุญไชย"และสามารถยึดได้ในที่สุดเมื่อปีพ.ศ.๑๘๒๔ / ค.ศ.1281...จากศึกพะเยาจนยึดหริภุญไชยได้ ก็ใช้เวลาประมาณ 5 ปี ถือว่าไม่นานเท่าไหรเนอะ! (ในชินกาลมาลีปกรณ์ เสนอว่าพระเจ้ามังรายยึดครองหริภุญไชยในปีพ.ศ.๑๘๓๕ / ค.ศ.1292)

พระเจ้ามังรายทรงประทับอยู่ที่เมืองหริภุญไชยเพียง 2 ปี จึงมอบให้ขุนนางชื่ออ้ายฟ้า ปกครองเมืองหริภุญไชย (เบื่อเร็วจริงๆ ใช้เวลาห้าปีตีเมือง แต่อยู่เพียงสองปี ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่เลยอะ)


พระเจ้ามังรายยึดครองแคว้นหริภุญไชยได้ในปีค.ศ.1281 และสร้างเวียงกุมกามในปีค.ศ.1286 ระยะห่างของสองเมืองนี้คือ 5 ปี เรารู้ว่าพระองค์ประทับที่หริภุญไชยเพียงสองปีเท่านั้น แล้วอีก 3 ปีที่เหลือหายไปไหน?
พระองค์เสด็จไปสร้างเมือง ณ ทิศเบื้องตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหริภุญไชย ประทับอยู่ได้ 3 ปี เห็นเป็นที่ลุ่มเป็นที่ลำบากจึงทรงย้ายมาสร้างเมืองใหม่คือเวียงกุมกาม


ต่อมาทรางสร้าง"เวียงกุมกาม"เป็นที่ประทับ ในพ.ศ.๑๘๒๙ / ค.ศ.1286 (ประทับนานถึง 10 ปี ก่อนไปสร้างเชียงใหม่)

ในที่สุดในปี พ.ศ.๑๘๓๙ /ค.ศ.1296 ได้ทรงสร้างเมืองแห่งใหม่อีกครั้งในบริเวณที่ราบเชิงดอยสุเทพ เมื่อสร้างเสร็จให้ชื่อเมืองแห่งนี้ว่า"นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"

พระเจ้ามังรายทรงประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่จนสิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ.๑๘๕๔ / ค.ศ.1311 (รวมระยะเวลาทั้งสิ้นที่พระองค์ประทับที่เชียงใหม่คือ 15 ปี)

"สรุป"
เส้นทางของพระเจ้ามังรายก่อนจะมาถึงเชียใหม่คือ หิรัญนครเงินยาง เชียงแสน - ยึดแคว้นโยนก - สร้างเมืองเชียงราย -ประทับที่ฝาง - ยึดเชียงของ - ยกทัพไปลุยพะเยา - ตีหริภุญไชย - สร้างเมืองทิศเบื้องตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหริภุญไชย - สร้างเวียงกุมกาม - สุดท้ายคือสร้างเชียงใหม่

พระองค์ทรงสร้างสี่เมืองคือเชียงราย เมืองทางทิศอีสานของหริภุญไชย เวียงกุมกามและเชียงใหม่  

พระองค์ใช้เวลาเดินทาง เดินทัพ ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์จนถึงสร้างเมืองเชียงใหม่ ทั้งสิ้น 35 ปี(ค.ศ.1261 - 1296) 


หมายเหตุ :
1.แคว้นหริภุญไชยคือดินแดนที่อยู่เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำวัง โดยมีเมืองลำพูนเป็นเมืองสำคัญและมีเมืองลำปางเป็นส่วนหนึ่งของแคว้น

2.เมืองหิรัญนครเงินยาง เชียงแสน เชื่อกันว่าเมืองนี้อาจจะเป็นเมืองเชียงแสนหรือเมืองใดเมืองหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง

3.แคว้นโยนก ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มของแม่น้ำหลายๆแห่ง ที่อยู่ต่อเนื่องในเขตจังหวัดเชียงราย เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำลาว แม่น้ำสายและแม่น้ำโขง รวมเรียกว่าที่ราบลุ่มเชียงราย

4.ตามตำนาน"เมืองโยนก"ได้ล่มจม กลายเป็นหนองน้ำใหญ่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหนองน้ำใหญ่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเชียงแสนปัจจุบัน

5.ปีที่สร้างเวียงกุมกามยังถึงข้อถกเถียง "ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่"ระบุว่าเวียงกุมกามสร้างในปีพ.ศ.๑๘๒๙ แต่ใน"ชินกาลมาลีปกรณ์"ระบุว่าเป็นปีพ.ศ.๑๘๔๖ ส่วนอาจารย์สรัสวดี อ๋องสกุลได้เสนอว่าเวียงกุมกามควรจะถูกสร้างในปีพ.ศ.๑๘๓๗


ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ"แผ่นดินล้านนา"
โดยอาจารย์สุรพล ดำริห์กุล คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สำนักพิมพ์เมืองโบราณ

เวลา 23.30 น.
วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ.2556
ผมเอง...PattyFromTheBlock

เรื่องเล่าจากตำรา ตอนหาทางขึ้นลานประทักษิณองค์พระเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่


ตอนที่แล้วคัดลอกประวัติวัดพระเจดีย์หลวงเอาไว้พอสังเขป สำหรับตอนนี้ว่าด้วยเรื่ององค์พระเจดีย์หลวงล้วนๆ ทั้งเรื่องโครงสร้างองค์พระเจดีย์ด้านใน บันไดอิฐที่ก่อเรียบ ซุ้มด้านทิศตะวันออกทีมีช่องเปิดเอาไว้นิดเดียว และสาเหตุของการพังทลาย คิดว่าครอบคลุมและให้ความกระจ่างสำหรับข้อสงสัยที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ได้อย่างดี 

(ภาพที่๑) รูปทรงขององค์พระเจดีย์หลวง เชียงใหม่

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาต่อจากตอนที่แล้ว เรามาเริ่มด้วยภาพแรก : ลักษณะรูปทรงขององคืพระเจดีย์หลวงกันเลยดีกว่า

บริเวณด้านหน้าโดยรอบประดับรูปช้างโผล่ออกมาครึ่งตัว ปัจจุบันช้างพังเกือบหมดแล้ว ร่องรอยการประดับช้างรอบฐานนี้นับได้ถึง ๒๘ ตัว 

บันไดนาคที่ทอดลงมาจรดพื้นดิน มีนาคเป็นราวบันไดอยู่ทิศละ ๒ ตัว เชิงบันไดด้านล่างทำเป็น"มกร"คาบนาคที่ชูตั้งขึ้นสูง

บันไดมีลักษณะก่ออิฐแบบปูนเรียบ แสดงให้เห็นว่าเจาะจง"มิให้"ใช้ประโยชน์เป็นบันไดทางขึ้น จะมีร่องรอยของบันไดทางขึั้นสู่ระเบียงชั้นบนได้เพียงทางด้านทิศตะวันออกเท่านั้น

ลักษณะรูปทรงทางสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์หลวงจากการศึกษาส่วนที่เหลือตั้งแต่ฐานมาถึงมาลัยเถาใต้ระฆัง มีส่วนคล้าย"พระเจดีย์ วัดเชียงมั่น"มากที่สุด เพราะลักษณะรูปทรงของพระเจดีย์หลวงเป็นเจดีย์ช้างล้อมใกล้เคียงกับแบบแผนของพระเจดีย์เชียงมั่น รวมทั้งเปรียบเทียบประวัติการก่อสร้างก็มีระยะเวลาที่ใกล้เคียง คือเจดีย์วัดเชียงมั่น ได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช

(ภาพที่ ๒) แผนผังแสดงอุโมงค์ภายในองค์พระเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่

ภาพที่สอง : บันไดทางขึ้นและอุโมงค์ภายในองค์พระเจดีย์หลวง 
จากการขุดค้นทางโบราณคดี ได้พบว่า"พระเจดีย์หลวงมีอุโมงค์ทางเข้าที่ด้านหลังของบันไดทั้ง ๔ ทิศ" และอุโมงค์ดังกล่างนี้เป็นช่องทางที่สามารถเดินทะลุเข้าไปภายในองค์เจดีย์ได้ โดยเป็นช่องกว้างขวาง ภายในก่อสลับซับซ้อน"

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในการขุดค้นภายในอุโมงค์ครั้งนี้สามารถดำเนินการได้เพียงด้านทิศเหนือเท่านั้น ทั้งนี้เพราะว่าสภาพอุโมงค์เดิมนั้นมีร่องรอยของการก่ออิฐปิดและค้ำยันไว้ โดยมีเจตนาเพื่อจะรับน้ำหนักในส่วนบนไว้มิให้พังทลายลงมา  ซึงในการเนินการขุดค้นอุโมงค์จึงเป็นเรื่องอันตราย จึงสามารถทำได้เพียงด้านเดียว

แต่ผลทีได้ก็เป็นที่น่าพอใจ ทำให้เราได้ทราบว่า "พระเจดีย์หลวงแต่เดิมนั้นมีอุโมงค์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นทางขึ้นอยู่ ๔ ด้าน เพื่อที่จะใช้ให้เป็นทางเดินขึ้นไปสู่ลานประทักษิณบนระเบียงด้านบน ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะของบันไดองค์พระเจดีย์ทั้งสี่ด้านที่จะก่ออิฐฉาบปูนเรียบ ไม่มีขั้นบันได มีเจตนาทำเป็นบันไดนาคประดับเท่านั้น ยกเว้นทางด้านทิศตะวันออกมีร่องรอยได้รับการแก้ไขทำเป็นขั้นบันได ให้ขึ้นไปสู่ระเบียงชั้นบนได้ในภายหลัง"


ภาพ : แผนผังแสดงอุโมงค์ภายในองค์พระเจดีย์หลวงจากด้านทิศเหนือ

ลักษณะของอุโมงค์ เป็นลักษระสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างครั้งรัชกาล"พระเจ้าติโลกราช" ซึ่งได้ร้บอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรม"แบบพุกาม" มีโบราณสถานที่ได้รับเทคนิคการก่อสร้างที่เป็นอิทธิพลของพุกามอยู่หลายแห่ง เช่น พระเจดีย์เจ็ดยอด วัดเจ็ดยอด และวัดอุโมงคืเถรจันทร์ เป็นต้น

อาจกล่าวได้ว่า"เทคนิคการก่ออิฐวงโค้ง"ซึ่งนิยมใช้ในการก่อสร้างซุ้มประตูและอุโมงค์ ที่สามารถรับน้ำหนักเครื่องบนได้เป็นอย่างดีที่ปรากฏในดินแดนล้านนานั้น เป็น"ความรู้ที่ได้รับมาจากพุกาม"

จากการขุดค้นภายในอุโมงค์จะมีการก่ออิฐอุดช่องอุโมงค์ไว้เป็นระยะๆ ในลักษณะของการค้ำยันเพดานเพื่อรับน้ำหนักไว้ไม่ให้ทรุด เมื่อมีการขุดทะลวงผนังอิฐที่ก่อค้ำยันเป็นระยะๆไป ได้พบว่าอุโมงค์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือช่องทางเดินเป็น ๒ ชั้น ชั้นล่างจะมีลักษณะกว้างใหญ่ สูงประมาณ ๒ เมตร กว้างประมาณ ๒ เมตรเศษ ทำให้เชื่อว่าช่องทางเดินชั้นล่างนี้สามารถทะลุถึงกันได้โดยรอบทั้งสี่ด้าน 

จากอุโมงค์ชั้นล่างจะมีช่องบันไดขึ้นไปสู่อุโมงค์ชั้นที่สอง อุโมงค์ชั้นที่สองนี้จะมีความสูงใกล้เคียงกับชั้นแรก แต่มีความแคบเพียงหนึ่งเมตรเศษเท่านั้น ที่ส่วนปลายช่องอุโมงค์ชั้นบนเฉพาะด้านทิศเหนือที่ได้มีการขุดสำรวจ มีลักษณะเป็นบันไดทอดขึ้นไปสู่ข้างบนได้ แต่ในส่วนปลายถูกก่ออิฐปิดตัน ทำให้ไม่มีช่องทางออกไปสู่ระเบียงชั้นบนขององค์พระธาตุเจดีย์ได้


จากหลักฐานนี้ทำให้เชื่อว่า วัตถุประสงค์แรกของการก่อสร้างพระเจดีย์หลวงในร้ัชกาลของพระเจ้าติโลกราชนั้น คงมีมีการสร้างอุโมงค์เพื่อให้เป็นทางขึ้นสู่ระเบียงหรือลานประทักษิณด้านบน ตามแบบแผนการก่อนสร้างโบราณสถานขนาดใหญ่ใน"อาณาจักรพุกาม" 

แต่ความรู้ในทางเทคนิคการก่ออิฐวงโค้ง ที่ทำอุโมงค์ภายใต้ฐานเจดีย์ยังเป็นของใหม่ของช่างชาวล้านนา อีกทั้งรูปทรงของพระเจดีย์มีความแตกต่างไปจากโบราณสถานของพุกาม  จึงปรากฏว่าอุโมงค์ที่จะสร้างสำหรับเป็นทางขึันไปสู่ระเบียงนั้น จะมีตำแหน่งอยู่ภายใต้เรือนธาตุขององค์เจดีย์ที่จะก่อสูงขึ้นไป จึงทำให้น้ำหนักอันมหาศาลที่อยู่ด้านบนในระหว่างการก่อสร้างกดทับลงมาจนทำให้อุโมงค์ดังกล่าวรับน้ำหนักไม่ไหว เกิดปัญหาการทรุดตัวและแตกร้าว การที่จะใช้อุโมงค์เป็นทางขึ้นคงทำไม่ได้ เนื่องจากอาจเป็นอันตราย จึงได้มีการก่ออิฐค้ำยันภายในอุโมงค์ไว้เป็นระยะๆ เพื่อป้องกันการทรุดตัว ด้วยเหตุนี้ปลายอุโมงค์ทางขึ้นไปสู่ชั้นบนจึงถูกก่ออิฐปิดตัน รวมทั้งมีการก่ออิฐปิดปากอุโมงค์ที่เชิงบันได

ภาพ : บันไดนาคด้านทิศตะวันออก ในสภาพหลังการขุดค้นทางโบราณคดี

เมื่อทางขึ้นคืออุโมงค์ใช้ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีการก่ออิฐทำขั้นบันไดทางขึ้นทางบันไดนาคเฉพาะด้านทิศตะวันออกด้านเดียว ส่วนด้านอื่นๆยังคงอยู่ในสภาพเดิมคือก่ออิฐเรียบ ไม่มีขั้นและฉาบปูน ด้วยเหตุนี้เราจึงได้หลักฐานว่า "ที่บันไดนาคด้านตะวันออก อิฐที่ก่อเป็นขั้นบันไดจะก่อทับอยู่บนแนวอิฐที่ก่อเรียบแบบเดิมดังด้านอื่นๆ"


ส่วนกรณีลักษณะซุ้มทางด้านทิศตะวันออกที่มีการปิดทึบช่วงซุ้มตั้งแต่ด้านล่างยันถึงส่วนบน และเปิดเป็นช่้องเล็กๆตรงส่วนฐานด้านล่างไว้ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรผู้รับผิดชอบการบูรณะพระเจดีย์หลวงได้ให้คำอธิบายถึงเหตุผลของการก่ออิฐปิดซุ้มทิศตะวันออกไว้ว่า
"เนื่องจากซุ้มทางทิศตะวันออกนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตหรือพุทธมหาณีรัตนปฏิมากร จึงปรากฏว่าส่วนฐานชุกชีด้านหน้าจะมีส่วนยื่นออกมา ซึงเชื่อกันว่าเป็นฐานสำหรับประดิษฐานพระแก้วมรกต การก่ออิฐปิดด้านหน้าซุ้มด้านนี้และทำช่องที่มีประตูเปิดปิดนั้น เพื่อเป็นการป้องกันรักษาองค์พระแก้วมรกต ดังนั้นในการบูรณะของกรมศิลปากรจึงจำเป็นต้องก่ออิฐไว้เหมือนเดิม"

แต่ผู้เขียนคืออาจารย์สุรพลเชื่อว่า "เป็นสิ่งที่กระทำขึ้นใจภายหลัง หลังจากที่พระเจดีย์หลวงได้พังทลายลงมาแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการค้ำยันและรับน้ำหนักของอิฐส่วนที่เหลืออยู่ด้านบน เพื่อมิให้ซุ้มด้านนี้ทลายลงมาอีก แต่การที่เปิดเป็นช่องไว้ก็เนื่องจากภายในซุ้มดังกล่าวมีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐานอยู่ จึงเปิดช่องดังกล่าวเพื่อสำหรับการสักการบูเชาด้วย"

"เมื่อได้มีการตรวจสอบที่ผนังของซุ้มจรนัมด้านทิศตะวันออกพบว่าที่ผนังด้านในบางส่วนและส่วนที่ก่ออิฐปิดทับนั้น มีร่องรายการทารักปิดทองสองชั้น หลักฐานดังกว่าแสดงให้เห็นว่าซุ้มจรนัมด้านทิศตะวันออกนี้ จะต้องเปิดกว้างโดยไม่มีอะไรมาปิดอยู่ตลอดเวลา และการก่อปิดซุ้มดังที่เห็นในปัจจุบันเป็นการกระทำภายหลัง หลังจากที่เจดีย์หลวงได้พังทลายลงมาแล้ว"

ดังนั้นการบูรณะพระเจดีย์หลวงโดยคงปิดซุ้มทิศตะวันออกไว้ดังเดิมโดยให้เหตุผลว่าเป็นแบบแผนที่มีมาแต่เดิม และทำไว้เพื่อสำหรับเป็นคูหาประดิษฐานพระแก้วมรกตนั้นจึงเป็น"สิ่งที่ไม่ถูกต้อง" และเป็นการให้ความรู้ที่ผิดๆแก่สาธารณชน


ส่วนสาเหตุที่องค์พระเจดีย์หลวงพังทลายลงมา นอกจากจะเกิดแผ่นดินไหวในปีพ.ศ. ๒๐๘๘ / ค.ศ.1512 ครั้งแผ่นดินพระนางเจ้ามหาเทวีจิรประภาแล้ว อีกสาเหตุหลักคือโครงสร้างภายในขององค์พระเจดีย์หลวงไม่แข็งแรง เนื่องจากมีโพรงหรืออุโมงค์ ซึงมีปัญหาการทรุดร้าวอยู่แล้วมาตั้งแต่แรกสร้ัา่ง อีกทั้งดูเหมือนว่าการพังทลายขององค์พระธาตุเจดีย์หลวงมิได้พังทลายมาแค่ครั้งเดียว แต่ได้พบว่ามีการพังทลายลงมาหลายครั้ง เนื่องจากโครงสร้างภายในไม่มั่นคง

หมายเหตุ : โครงการบูรณะพระเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่ เกิดขึ้นระหว่างปีพ.ศ.๒๕๓๓ - ๒๕๓๕ / ค.ศ.1990-1992

....ขอให้มีความสุขทุกท่านหลังจากอ่านจบนะจ๊ะ....

ภาพประกอบและคัดลอกข้อมูลจากหนังสือ"แผ่นดินล้านนา"
ผู้เขียน อาจาร์สุรพล ดำริห์กุล คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สำนักพิมพ์เมืองโบราณ

เวลา 07.30 น.
วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2556
ผมเอง...PattyFromTheBlock



เรื่องเล่าจากตำรา ตอนรู้ประวัติวัดเจดีย์หลวง ก่อนจะหาทางขึ้นพระเจดีย์ (ตอนแรก)


พระเจดีย์หลวง ค่ำวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2556 

ใครที่เคยไปเที่ยวเชียงใหม่น้อยคนที่จะไม่แวะไปเที่ยววัด โดยเฉพาะคนที่ชอบถ่ายรูปวัดในเชียงใหม่มีให้เลือกมากมาย

เชียงใหม่มีวัดน่าสนใจมากมาย อันดับหนึ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงคือวัดพระธาตุดอยสุเทพ ส่วนอันดับที่เหลือก็สุดแท้แต่จะเลือกเพราะมีมากมายนับไม่ถ้วน

ในเขตกำแพงเมืองเก่าก็มีหลายวัดที่สวยงาม แต่วันนี้ผมจะมาเขียนถึงวัดเจดีย์หลวง

วัดเจดีย์หลวง หลายคนคงเคยไปมาแล้วและคงสงสัยว่าทางขึ้นเจดีย์อยู่ตรงไหน ทำไมถึงทำขั้นบันไดเพียงด้านเดียว อีกสามด้านมีเพียงนาคปูนปั้นประดับราวบันไดแต่ไม่มีขั้นบันได เรียบเป็นบันไดลื่นแล้วจะขึ้นไปยังไง

ผมก็เคยสงสัยและไม่ทราบมาก่อนเหมือนกัน หาคำตอบอยู่ตั้งนาน ก็ไม่เจอ จนในที่สุดมาอ่านเจอจากหนังสือเล่มหนึ่ง พออ่านเจอแล้วรู้สึกตืนเต้นและทึ่งกับการก่อสร้างจริงๆ บ่องตง!

ผมไม่อยากให้ความรู้ที่เป็นเพียงตัวอักษรจมอยู่ในหนังสือรอให้คนมาอ่านเจอ แต่ผมจะทำให้ตัวอักษรเหล่านั้นให้ได้รับการบอกเล่าและบอกต่อๆกันไป


พระเจดีย์หลวง ถ่ายเมือเวลา 17.00 น. วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2556

ก่อนอื่นเรามาเริ่มต้นด้วย"ประวัติพระเจดีย์หลวง"กันก่อนดีกว่าเนอะ!


พระเจดีย์หลวงเป็นโบราณสถานที่มี "ขนาดใหญ่ทีสุด" ในภาคเหนือ ตั้งอยู่ในบริเวณเกือบกึ่งกลางเมืองเชียงใหม่โบราณ

"สร้าง"ขึ้นครั้งแรกในรัชกาลของพระเจ้าแสนเมืองมา (พ.ศ.1928-1944 / ค.ศ.1385-1401) โดยสร้างครอบทับเจดีย์องค์เล็กที่มีมาแต่เดิม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พระเจ้ากือนา"พระราชบิดา" แต่สร้างไม่เสร็จ เสด็จสวรรคตก่อน

ต่อมาพระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวี "พระมเหสีของพระเจ้าแสนเมืองมา" ก่อสร้างต่อ จนแล้ว"เสร็จ" ในรัชกาล "พระเจ้าสามฝั่งแกน" โดยใช้เวลาก่อสร้างถึง 5 ปี (พ.ศ.1950-1954 / ค.ศ.1407-1411)ตัวพระเจดีย์มีความสูงถึง 39 วา หรือ 78 เมตร นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปปูนปั้นในโขงทั้งสี่ด้าน มีรูปนาคปั้นเต็มตัวและหัวรวม 5 หัว และรูปปั้นราชสีห์ 4 ตัวตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่

"พระเจ้าติโลกราช" โปรดให้หมื่นด้ามพร้าคตเป็นนายช่างใหญ่ดำเนินการ"ปฏิสังขรณ์"พระเจดีย์หลวงตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2021 / ค.ศ.1478 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี จึงแล้วเสร็จ โดยก่อนเสริมฐานกว้างออกมาถึง 35 วา หรือ 70 เมตร ทรงบรรจุ"พระบรมสารีริกธาตุ"ไว้ในเจดีย์ ส่วนความสูงขององค์พระเจดีย์หลวง ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าสูงเท่าไหร่ “ตำนานวัดเจดีย์หลวง” กล่าวว่าสูง 50 วา หรือ 100 เมตร แต่หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์และพงศาวดารโยนก กล่าวว่า “สูง 45 วา หรือ 90 เมตร”


ลักษณะรูปทรงขององค์พระเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่ (ภาพประกอบจากหนังสือแผ่นดินล้านนา) 

ในรัชกาล"พระเจ้ายอดเชียงราย"ได้ปิดทองภายในซุ้มจรนัมของพระเจดีย์หลวงทั้งสี่ด้าน

ในรัชสมัย"พระเจ้าเมืองแก้ว" เมื่อพ.ศ.2046 / ค.ศ.1503 ได้โปรดให้สร้างหอพระแก้วและอัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาประดิษฐาน สร้างมหาวิหาร ส่วนการบูรณะพระเจดีย์หลวงได้ดำเนินการเพียงเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการ"ซ่อม"ทองจังโกและ"ปิดทอง"องค์พระเจดีย์

ในที่สุดเกิด"แผ่นดินไหว"ครั้งใหญ่ในปีพ.ศ.2088 / ค.ศ.1545 รัชกาลพระนางเจ้ามหาเทวีจิรประภา ยอดพระเจดีย์หลวงก็พังทลายลงมา เหลือให้เห็นดังภาพปัจจุบัน


ภาพประกอบ : PattyFromTheBlock

ขอบคุณ : หนังสือ "แผ่นดินล้านนา" สำนักพิมพ์เมืองโบราณ
โดยอาจารย์สรุพล ดำริห์กุล  คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เวลา 21.15 น.
วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2556
ผมเอง...PattyFromTheBlock